วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บทความวิจารณ์สื่อ ภาพยนตร์เรื่อง"Interstellar"




        สวัสดีอาจารย์และผู้อ่านทุกๆท่านครับ วันนี้ผมจะมาวิจารณ์หนังเรื่อง Interstellar ครับ ก่อนอื่นเลยผมก็ขอบอกก่อนเลยนะครับว่า การวิจารณ์ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผม ซึ่งอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดครับ

      ภาพยนตร์ Interstellar ออกฉายเมื่อปี 2014 หรือประมาณ 10 ปีที่แล้วนั่นเอง เป็นผลงานกับของผู้กำกับที่มีนามว่า Chirstopher Nolan ผู้กำกับผู้โด่งดังที่ขึ้นชื่อเรื่องทำหนังกี่เรื่องก็ไม่เคยเจ๊งและคำวิจารณ์ที่ได้รับ มักจะออกไปในทางที่ดีเสมอ ที่สำคัญก็คือ ผู้กำกับท่านนี้เน้นความสมจริงมากถึงมากที่สุด โดยปกติหนังในปัจจุบัน จะใช้ Green Screen ในการถ่ายทำเป็นส่วนใหญ่ หากแต่ว่า ในหนังเรื่องนี้นั้น ใช้สถานที่จริงในการถ่ายทำเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยนะครับ หนังเรื่องนี้นั้นเป็นหนังแนวอวกาศที่ต้องออกยานไปนอกโลก แต่ ผู้กำกับคนนี้เขาหาสถานที่บนโลกแล้วถ่ายทำให้เหมือนอยู่ในอวกาศ ถือได้ว่าเป็นความคิดที่สุดจริงๆครับ




        สำหรับฉากนี้เป็นฉากที่ออกจากโลกไปแล้ว แล้วต้องไปหาที่ๆจะให้มนุษย์โลกอยู่ โดยในภาพนั้นเป็นอีกดาวหนึ่งไปแล้ว แต่ว่าสถานที่ที่ถ่ายทำจริงๆนั้น อยู่บนโลกนั่นเอง แต่ทางผู้กำกับและทีมงานนั้น สามารถถ่ายทำออกมาได้เหมือนอยู่บนอีกดาวหนึ่งจริงๆ


      และนี่ก็เป็นอีกฉากหนึ่งที่ดูแล้วตื่นตาตื่นใจสำหรับเป็นอย่างมาก ดูเหมือนจะถ่ายด้วยกรีนสกรีนทั้งหมด แต่จริงๆแล้วใช้เพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้นครับ



      สำหรับตัวหนังทั้งหมดนั้นเป็นแนว Sci-Fi ที่ทำออกมาได้สมจริงทุกอย่าง แถมยังมีทฤษฎีที่ผู้กำกับคิดค้นขึ้นมา และไม่ได้คิดมั่วๆหากแต่ ทฤษฎีเหล่านั้นสามารถรองรับกับทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเหลือเชื่อ นักแสดงทุกคนก็แสดงได้อย่างมือชีพเป็นอย่างมาก 


      สำหรับการวิจารณ์ ผมขอวิจารณ์ว่าหนังเรื่องนี้นั้นถึงแม้จะไม่มีจุดด้อยแต่ก็ยังมีอยู่เล็กน้อย ที่ถ้าหากดูเพียงรอบเดียวก็จะมองไม่เห็นเลย ถึงแม้จะดูสมจริงและมีเหตุผลรองรับ แต่จริงๆแล้วก็ยังดูเวอร์เกินไปที่มนุษย์เราจะสามารถทำอย่างในหนังได้จริงๆ แต่โดยรวมนั้นถือว่าดีถึงดีมาก 











บทความวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน

        สวัสดีครับท่านอาจารย์และผู้อ่านทุกๆท่าน ในวันนี้ผมก็จะมาวิเคราะห์สถาการณืในปัจจุบัน ที่กำลังเป็น ทอล์คออฟเดอะทาวน์ ในช่วงนี้กันครับผม ซึ่งประเด็นนี้ก็ได้มีการถกเถียงก็ค่อนข้างที่จะเยอะ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในต่างแดนครับ หากแต่ว่าผู้กระทำผิดนั้นเป็นคนไทยนั่นเอง จะเป็นอย่างไรเราลองไปอ่านเหตุการณ์กันคร่าวๆดีกว่าครับผม


กลุ่มคนไทยแอบถ่ายหนุ่มเกาหลี เจอพาไปโรงพัก เสี่ยงคุก 7 ปี ปรับ 30 ล้านวอน

        เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพบแฟนเพจเฟซบุ๊ก 한국에서 뭐하지? มาเกาหลี ทำอะไรดีน้า? โพสต์ข้อความเรื่องการถ่ายรูปคนเกาหลี โดยหวังเตือนเป็นอุทาหรณ์ ซึ่งขณะนั้นแอดมินเพจกำลังโดยสารรถไฟใต้ดินเพื่อเดินทางไปประชุม และอยู่ในเหตุการณ์ที่ผู้เป็นต้นเรื่องคือคนไทยกลุ่มหนึ่ง โดยคนกลุ่มนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์คนเกาหลีและหัวเราะเสียงดัง  กระทั่งในเวลาต่อมามีชายเกาหลี 3 คน เข้ามาในขบวนและนั่งตรงข้ามกลุ่มคนไทย ส่วนแอดมินนั่งติดกับชายเกาหลีกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามคนไทยและได้ยินที่กลุ่มคนไทยพูดตลอด มีการพูดจาแทะโลมและบอกให้หยิบกล้องขึ้นมาถ่าย จนเมื่อรถไฟที่วิ่งข้างบนเริ่มลอดลงใต้ดิน ข้างนอกมืด กระจกเลยสะท้อนเห็นว่าโดนแอบถ่าย ชายเกาหลี 1 ใน 3 คน ลุกไปคว้ามือถือจากคนไทยมาแล้วพูดภาษาเกาหลีใส่ว่า แอบถ่ายรูปใช่ไหม พร้อมบอกให้ลงสถานีหน้าด้วยกันเพื่อไปสถานีตำรวจ จากนั้นมีการยื้อโทรศัพท์มือถือกันไปมาเพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง คนในรถก็เริ่มมองๆ เห็นท่าไม่ดีเลยลุกไปแปลให้
      (ขอขอบคุณที่มาของข่าว : www.thairath.co.th)

         จากสถานการณ์ข้างบนนั้น จะสังเกตุได้เลยว่า ในประเทศไทยนั้น การที่เรายกมือถือหรือกล้องมาถ่ายรูปผู้อื่นโดยไม่ขออนุญาตนั้น แทบจะเป็นเรื่องที่ปกติกันเลยจริงๆ แต่ถ้าว่ากันจริงๆ การกระทำแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง และถ้าจริงจังขึ้นมาอีกขั้นก็คือ ถึงขั้นผิดกฎหมายเลยก็ว่าได้ หากแต่ในประเทศไทยนั้น มิได้มีการเคร่งครัดในเรื่องแบบนี้กันสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากกล่าวแนวคิดในทางนิเทศศาสตร์แล้วนั้น ถือว่า ขาดจิตสำนึกเป็นอย่างมาก เพราะการที่จะบันทึกรูปภาพผู้อื่นโดยไม่ขออนุญาต ในทางนิเทศศาสตร์แล้วนั้น ถือว่าขาดการคำนึงถึงเรื่องจริยธรรมอย่างชัดเจน และยิ่งถ้าหากบันทึกรูปภาพคนที่เราไม่รู้จัก แล้วเอาไปนินทา หรือ ไปโพสลงโซเชียลมีเดีย แบบเสียๆหายๆ ก็จะยิ่งไปกันใหญ่ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ต้อง ไปไกลถึงเกาหลี หากแต่ในประเทศไทยนั้นก็มีให้เห็นกันบ่อยๆ อย่างเช่นเหตุการณ์นี้


         ชายคนหนึ่งได้ถ่ายรูปผู้โดยสารรถไฟ BTS ไปประจารย์ว่า เป็นโรคจิตแอบดูใต้กระโปรง เพียงเพราะรองเท้าของผู้โดยสารคนนั้นขาดเป็นรู และชายคนนั้นก็โพสใส่ความไปอีกว่า รองเท้าที่เป็นรูนั้นมีกระจกซ่อนอยู่ข้างใน หลังจากที่ได้โพสออกไปนั้น ผู้โดยสารที่ถูกประจารย์ก็มีชีวิตตกอับเป็นอย่างมาก ทั้งตกงาน ไม่มีที่ทำงานไหนรับ ญาติพี่น้องตัดขาดไม่คบหา เพียงเพราะว่าโดนใส่ความ จากรูปภาพเพียงรูปสองรูป

         เป็นไงบ้างครับท่านผู้อ่าน เห็นแล้วใช่ไหมครับการถ่ายรูปผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเลย และการกระทำแบบนี้จะทำให้ตัวเองเดือดร้อนอีกด้วย ยิ่งถ้าคิดตามแนวคิดของวิชานิเทศศาสตร์แล้วนั้น ถือว่าไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง 












บทความสารคดี "ประวัติวง Led Zeppelin"

         สวัสดีอาจารย์และผู้อ่านทุกๆท่านนะครับ วันนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับวงร็อคในตำนานที่เป็นตัวอย่างให้กับวงร็อครุ่นหลังๆ เป็นวงร็อคที่เป็นต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมหลายอย่างๆ วงร็อควงนั้นคือ
วง "Led Zeppelin"นั่นเอง จะเป็นอย่างไรนั้น เชิญติดตามกันได้เลยครับ


           กำเนิด Led Zeppelin  หลังจากได้ร่วมทำงานในอัลบั้มสุดท้าย ก่อนที่ The Yardbirds จะสลายวงในปี 1967 จิมมี่ เพจ (Jimmy Page) มือกีตาร์ของวงก็ต้องกลับไปเป็น “มือปืนรับจ้าง” ใน ห้องบันทึกเสียงเหมือนอย่างเก่า แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มฟอร์มวงขึ้นมา โดยชักชวนพรรคพวกที่เป็นนักดนตรีรับจ้างด้วยกันคือ จอห์น พอล โจนส์ (John Paul Jones) มือเบสส์ กับเทอร์รี่ เรลด์ (Terry Reld) นัก ร้อง และบี.เจ. วิลสัน (B.J. Wilson) มือกลองของวง Procol Harum เข้าร่วมฟอร์มวง  แต่ทั้งเทอร์รี่ เรลด์ และบี.เจ. วิลสัน กลับปฏิเสธ  อย่างไรก็ตามเทอร์รี่ เรลด์ได้แนะนำและติดต่อ โรเบิร์ต แพนท์ (Robert Plant) นักร้องของวง Hobbstweedle ให้ เข้ามาแทน ซึ่งทั้งสองก็ศรศิลป์กินกัน เพราะจิมมี่ เพจ ชื่นชอบในเสียงร้อง ของโรเบิร์ต แพลนท์ ตั้งแต่หนแรกที่ได้ยิน ส่วนตัวของโรเบิร์ต แพลนท์เองก็ ไม่ปฏิเสธ เพราะคุ้นเคยกับฝีมือและชื่อเสียงของจิมมี่ เพจ สมัยอยู่กับวง The Yardbirds เป็นอย่างดี และเมื่อรู้ว่ายังขาดมือกลองอยู่ โรเบิร์ต แพลนท์ ก็แนะนำจอห์น บอนแฮม (John Bonham) มือกลองวงเก่าของตัวเองคือ Band of Joy ให้ จิมมี่ เพจได้พิจารณา และเมื่อได้เห็นฝีมือหวดกลองของจอห์น บอนแฮม ทางจิมมี่ เพจก็ไม่รอช้ารีบชักชวนให้เข้ามาร่วมวงทันที ซึ่งจอห์น บอนแฮมก็ไม่ ปฏิเสธเช่นกัน  


          ดังนั้นในเดือนกันยายน ปี 1968 ทั้ง 4 คนจึงได้เปิดตัววงใหม่ ขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า New Yardbirds  ด้วยที่แต่ละคนก็มีฝีมือ และผ่านสังเวียนดนตรีมามากพอ เพราะฉะนั้นพอตั้งวงกันได้พวกเขาก็เดินเข้า ห้องอัดเสียงทันที และพอบันทึกเสียงเสร็จพวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่าให้ เปลี่ยนชื่อวงใหม่เป็น Led Zeppelin รวมทั้งใช้ชื่ออัลบั้มว่า Led Zeppelin I...อัลบั้ม ชุดนี้ออกวางในปี 1969 และออกวางได้เพียงเดือนเศษก็สามารถไต่อันดับขึ้นไป ถึงอันดับ Top 10 ของอเมริกาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อประสบกับความสำเร็จที่ เกินคาด Led Zeppelin ใช้เวลาตลอดทั้งปี 1969 ที่เหลือหมดไปกับการทัวร์ คอนเสิร์ต และพร้อมกับทำงานชุดที่ 2 Led Zeppelin II ควบ คู่กันไปด้วย   และในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน( ปี 1969) อัลบั้ม Led Zeppelin II ก็ ออกวางตลาด และก็เหมือนกับอัลบั้มแรก คือประสบกับความสำเร็จอ่างท่วมท้นเช่น เดียวกัน รวมทั้งสามารถไต่อันดับชาร์ทขึ้นไปอยู่อันดับ 1 ในเวลา เพียง 7 สัปดาห์
          ในปี 1970 อัลบั้มชุดที่ 3 Led Zeppelin III ก็ตามออกมาติดๆ และในอัลบั้มชุดนี้ทางวงก็ได้นำ British Folk เข้ามาผสม
ในปี 1971 มีอัลบั้มชุดที่ 4 Led Zeppelin IV ที่ออกวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 1971 เพลงในชุดนี้แม้จะคงความเป็นร็อคที่จัดจ้านและหนักหน่วงอย่างเพลง Black Dog ที่ตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลแต่ในเพลงอื่นๆก็ยังผสม Folk เข้าไปไว้อย่างสวยงามอย่างเช่น The Battle of Evermore หรืออย่างเพลง Stairway to Heaven ก็ มีเนื้อหาที่กินใจและทำนองที่ไพเราะ และได้รับความนิยมมากกว่า เพลง Black Dog ที่ตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลเสียอีก และอัลบั้มชุดนี้ประสบความ สำเร็จอย่างสูง เพราะสามารถขายได้ถึง 16 ล้านแผ่น
ในปี 1973 อัลบั้มชุดที่ 5 House of the Holy ก็ ตามออกมาด้วยสีสันของดนตรีที่มี Funk และ Reggae เข้ามาผสมโดยอยู่ภายใต้ โครงสร้างของร็อคหนักๆเช่นเดิม ในปีนี้พวกเขาได้แสดงคอนเสิร์ตที่เมดิ สัน สแคว์ การ์เดน และการแสดงครั้งนี้ได้ถูกบันทึกเป็นภาพยนตร์โดยใช้ชื่อ ว่า The Song Remains the Same และนำออกมาฉายในอีก 3 ปีให้หลัง รวมทั้งได้ทรานเฟอร์มาเป็นแผ่นดีวีดีในอีกหลายๆปีต่อมา
ในปี 1974 พวก เขาไม่มีงานทัวร์คอนเสิร์ต และงานเพลงในสตูดืโอออกมา เพราะพวกเขาไปหมกมุ่น อยู่กับการเปิดสังกัด Swan Song ของตัวเองขึ้นมา เพื่อผลิตงานของตัวเองรวม ทั้งรับวงดนตรีที่อยู่ในแวดวงของร็อคด้วยกัน อาทิ เช่น Bad Company, Pretty Things และ Dave Edmund เข้ามาอยู่ในสังกัด
ใน ปี 1975 พวกเขาก็ออกอัลบั้มชุดที่ 6 ออกมาเป็นอัลบั้มคู่ชื่อ Physical Graffiti ซึ่ง ก็ได้รับความสำเร็จด้วยดีเหมือนกับอัลบั้มก่อนๆที่ผ่านมา และสามารถติดชาร์ททั้งในอเมริกาและอังกฤษในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ทำให้พวกเขาต้องกำหนด ตาราง ทัวร์คอนเสิร์ตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นมา เมื่อ โรเบิร์ต แพลนท์และภรรยาประสบอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ โรเบิร์ต แพ ลนท์เดี้ยงยาว ต้องหยุดพักรักษาตัว ตารางทัวร์คอนเสิร์ตก็ต้องล้มเลิกไปโดย ปริยาย
จนถึงปี 1976 Led Zeppelin ก็กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้ม Presence ซึ่งก็ถูกตอบรับอย่างดีจากสาวกของพวกเขา แต่กับกระแสวิจารณ์ไม่มีใครพูดถึง กันมากนัก สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากอัลบั้มชุดนี้ออกขายพร้อมๆกับการออกฉายของ ภาพยนตร์ The Song Remains the Same ที่น่าสนใจกว่า แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ทำ ให้ยอดขายของอัลบั้มชุดนี้ตกลงแต่อย่างใด รวมทั้งยังติดอันดับชาร์ทเหมือนกับทุกอัลบั้มที่ผ่านมา...หลังจากอัลบั้ม ชุด Presence ออกวางจำหน่ายได้ไม่นาน ตารางการทัวร์คอนเสิร์ตของทางวงก็ถูก กำหนดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อการทัวร์คอนเสิร์ตเริ่มได้เพียง 2 เดือน เหตุการณ์ ร้ายที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับ โรเบิร์ต แพลนท์เข้าอีกจนได้ คราวนี้บุตรชาย อายุ 6 ขวบของเขาเสียชีวิตด้วยโรคติดเชื้อในกระเพาะอาหาร โรเบิร์ต แพลนท์ ไม่มีจิตใจที่จะร่วมแสดงคอนเสิร์ตที่เหลือได้อีกต่อไป ทำให้ทางวง ต้องยกเลิกการทัวร์คอนเสิร์ตที่เหลือไปโดยปริยาย...โรเบิร์ต แพลนท์แยกตัว จากวงไปอยู่อย่างสันโดษ เพื่อลืมเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ส่วน สมาชิกอื่นๆของวงก็เก็บตัวกันเงียบ ไม่มีข่าวคราวทางด้านดนตรีออกมาเลย

จนกระทั่งปี 1978 พวก เขาก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง รวมทั้งได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตเล็กๆใน ยุโรป ก่อนจะกลับเข้ามาในสตูดิโอเพื่อทำงานชุดใหม่หรือชุดที่ 8 ชื่อ In Througe the Out Door ออกวางจำหน่ายในปี 1979 และประสบกับความสำเร็จเช่นเดิม รวมทั้งขึ้นไปอยู่ อันดับ 1 ทั้งในอเมริกาและยุโรป...จากความสำเร็จของอัลบั้มชุดนี้ และการ ห่างเหินจากการทัวร์คอนเสิร์ตใหญ่ๆมานาน พวกเขาก็วางโปรแกรมที่จะออกทัวร์ คอนเสิร์ตกันอีกหน คราวนี้ออกทัวร์กันยาวนานหน่อย โดยวางแผนไว้ว่าจะสิ้นสุด การทัวร์ในเดือนพฤษภาคม ปี 1980 กันโน่นเลย ในขณะเดียวกันก็เริ่มวางแผนที่จะทำอัลบั้มชุดใหม่ควบคู่กันไปด้วย แต่ แล้วเหตุการณ์ณ์ร้ายแรงที่ไม่คาดฝันก็เกิดกับพวกเขาจนได้ คราวนี้ค่อนข้าง สาหัสสากรรจ์หน่อย เพราะเกิดกับสมาชิกของวงเอง โดยในเช้าของวันที่ 25 กันยายน 1979 มี คนพบศพจอห์น บอนแฮม มือกลองเสียชีวิตอยู่บนเตียงนอนของตัวเอง และแพทย์ที่มา ชันสูตรศพก็ระบุว่าจอห์น บอนแฮมเสียชีวิตเนื่องจากสำลักอาเจียนของตัวเอง เพราะในระยะหลังๆจอห์น บอนแฮมดื่มเหล้าจัดมาก เมื่อขาดมือกลองทางวงก็ ได้ปรึกษาหารือกัน และสรุปว่าจะไม่หามือกลองคนใหม่มาแทนจอห์น บอนแฮม

และในเดือนธันวาคม ปี 1979 ทาง วง Led Zeppelin ก็ออกมาแถลงขอยุบวงอย่างเป็นทางการ เป็นการปิดฉากและตำนาน อันยิ่งใหญ่ของวงฮาร์ด ร็อคก้องโลก ที่ตั้งแต่เริ่มวงจนถึงประกาศเลิกวง ไม่ มีการเปลี่ยนหรือเพิ่มสมาชิกเข้ามาในวงแม้แต่คนเดียว

ก็จบลงไปแล้วนะครับกับสารคดีประวัติวงร็อคในตำนานที่ยืนอยู่บนจนสูงสุดของวงการร็อคนะครับ ก็ต้องขอบคุณวงLed Zeppelinที่ทิ้งสมบัติและสิ่งดีๆไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและหลงไหล ถือว่าเป็นอะไรที่มีเสน่ห์มากๆเลยทีเดียว ถ้าหากท่านผู้อ่านชอบฟังเพลงร็อคเก่าๆในยุค60-70 ผมขอบอกได้เลยล่ะว่าวงนี้นั้นเป็นที่สุดของที่สุดแล้ว สำหรับวันนี้ก็ขอบคุณครับ

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บทความวิชาการ"ประโยชน์กัญชา"

       สวัสดีครับทุกๆท่านวันนี้ก็กลับพบบกันอีกแล้วนะครับ สำหรับวันนี้ผมก็มีบทความดีๆมาให้ทุกท่านอ่านอีกเช่นเคยครับ ซึ่งวันนี้ก็จะมาในรูปแบบของบทความวิชาการครับผม ทุกๆท่านคงจะรู้จักพืชที่ชื่อว่า
"กัญชา"กันใช่ไหมครับ วันนี้เราจะพาไปทุกท่านไปรู้จักกับเจ้าสิ่งนี้ให้มากกว่าเดิมครับ ว่ากัญชานั้นมีสรรพคุณอย่างไร และมีประโยชน์อีกมากมายที่หลายๆคนยังไม่รู้ครับ
     
        กัญชาคืออะไร? กัญชาเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีขนาดลำต้นสูงประมาณ 2-5 เมตร ลักษณะของใบกัญชาจะมีการแยกออกเป็นแฉก 5-8 แฉก โดยทุกแฉกจะมีรอยหยักเป็นเอกลักษณ์ มีดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ ตามกิ่งและก้านของต้นกัญชา ส่วนของกัญชาที่นำมาใช้เป็นยาเสพติดก็คือ บริเวณใบ ยอดช่อดอกและกิ่งก้านที่นำมาตากแดดจนแห้ง แล้วบดให้ละเอียด จากนั้นก็นำมาใส่ในบ้องกัญชา หรือนำมามวนผสมบุหรี่เพื่อใช้ในการเสพ ซึ่งในประเทศไทยนั้น กัญชาเป็นพืชที่ผิดกฎหมาย จัดอยู่ใน ยาเสพติดประเภทที่5
หากแต่ในต่างประเทศหรือโดยเฉพาะประเทศอเมริกานั้น มีการนำกัญชาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ไมม่ว่าจะเป็นทางการแพทย์ที่ใช้ รักษาเยียวยาผู้ป่วยมะเร็ง หรือ จะเป็นในทางอุตสาหกรรม เจ้ากัญชาทั้งหลาย ก็สามารถทำประโยชน์เหล่านี้ได้อย่างเหลือเชื่อ

        กัญชามีประโยชน์ทางการแพทย์จริงหรือ? หลายคนอาจจะคิดว่า กัญชานั้นคงจะมีเพียงโทษอย่างเดียว เพราะมันคือยาเสพติด แต่ในปัจจุบันนี้ได้มีสถาบันทางการแพทย์หลายสถาบันยอมรับประโยชน์ของกัญชากันอย่างแพร่หลาย ทั้งการใช้รักษา และเยียวอาการเจ็บปวดต่างๆ ซึ่งในที่นี้เราก็ได้มีตัวอย่างที่ใกล้ตัวมากๆมาเสนอให้ทุกๆท่านได้อ่านกันครับ นั่นก็คือ "สเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา" จาก เภสัชกรหญิง วรวรรณ สายงาม อาจารย์ประจำศูนย์วิจัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตครับ

(รูปตัวอย่าง:สเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา)

       เภสัชกรหญิง วรวรรณ เปิดเผยว่า สืบเนื่องมาจากโครงการแรกที่มีการสกัดสารให้ได้สารสำคัญปริมาณสูงมาแล้ว จะนำมาคำนวณเพื่อให้ทราบขนาดยาที่ใช้ในการรักษา โดยเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์รูปแบบสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากที่สกัดจากพืชกัญชาที่มีจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ไม่มีใช้ภายในประเทศไทย เนื่องจากกัญชา จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และไม่มีการอนุญาตให้นำมาใช้ในทางการแพทย์ เบื้องต้นหวังผลเกี่ยวกับอาการปวดจากโรคมะเร็ง ซึ่งมีส่วนช่วยในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาแผนปัจจุบัน

 

คณบดีและคณาจารย์ นักวิจัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จึงได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอย่างซึ่งสกัดจากกัญชา โดยกระบวนการสกัดสารสำคัญใช้ตัวทำละลายและเทคนิคพิเศษที่ทันสมัย จนได้สารสกัดเพื่อนำมาใช้เตรียม “ตำรับสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา (Formulation Development of Oromucosal Spray from Cannabis Extract)” เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วย โดยเน้นไปที่การบำบัดรักษาอาการปวดปลายประสาทในโรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Sclerosis) และอาการปวดจากโรคมะเร็ง ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด เป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยอีกทางหนึ่ง  
สำหรับผลิตภัณฑ์นี้มุ่งเน้นไปที่การบำบัดอาการปวดจากโรคมะเร็ง ซึ่งมีอุบัติการณ์การเกิดโรคในประเทศไทยค่อนข้างมาก เพื่อลดอาการข้างเคียงเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด นับว่าเป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการขอขึ้นทะเบียนต่อไป  
เหตุผลที่เลือกเป็นสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก เนื่องจากเมื่อเราฉีดพ่นสเปรย์เข้าไปสัมผัสกับเยื่อบุในช่องปาก ตัวยาสามารถดูดซึมได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากยารับประทาน หากเราทานยาลง ตัวยาหรือสารสำคัญจะถูกสารในร่างกายทำลายได้ ดังนั้น ข้อดีที่เด่นชัดของยารูปแบบนี้คือ ตัวยาจะไม่ถูกทำลายที่ตับและออกฤทธิ์ได้เร็วกว่า  
การศึกษาวิจัยเพื่อทดสอบฤทธิ์ของสารกัญชาต่อมะเร็งทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในหลายประเทศ นอกจากนี้ สารสกัดกัญชา, สาร ?9-THC และสาร CBD ยังได้รับการยอมรับทางการแพทย์เพื่อนำมาใช้ลดอาการปวด อาการคลื่นไส้อาเจียน อาการแพ้จากการได้รับยาเคมีบำบัด ได้มีการจดทะเบียนและอนุญาตให้ใช้ได้ในหลายประเทศ โดยสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา มีองค์ประกอบของสาร ?9-THC และสาร CBD ซึ่งอาจมีผลลดมะเร็งได้ จึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป  
และนี่ก็เป็นตัวอย่างเล็กน้อยของประโยชน์ของกัญชาในเชิงวิชาการ ที่ผมได้นำมาฝากให้ทุกๆท่านได้อ่านกันครับ สำหรับวันนี้ก็ขอฝากข้อคิดไว้สักหนึ่งข้อครับ สิ่งที่เราคิดว่ามันเลวร้าย บางครั้งมันอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิด แต่อาจจะมีประโยชน์ที่เราคิดไม่ถึงก็เป็นได้ ขอบคุณครับ